การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับการสอนโดยครู ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนที่ได้เรียนจากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีกว่าการสอนโดยครูแบบปกติ (Holloway,1998)
สอดคล้องกับงานวิจัยของ Nyuyen, M. Diem (Web-based assessment and student’s performance : 2002) ที่ศึกษาในประเด็นเรื่อง การเรียนด้วยบทเรียนบนเว็บ (web-based practice) กับการเรียนแบบดั้งเดิม (paper-and-pencil) พบว่า กลุ่มผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนบนเว็บมีผลการเรียน (performance) ดีกว่ากลุ่มผู้เรียนที่เรียนด้วยวิธีแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ และนักเรียนมีความกระตือรือร้นอย่างเด่นชัดที่ได้ลงมือปฏิบัติหรือปรารถนาจะปฏิบัติกับบทเรียนแบบพลวัตร (dynamic) ที่โต้ตอบและให้ผลกลับกับผู้เรียนแบบทันทีทันใด
ยังมีผลการวิจัยทั้งในและต่างประเทศอีกมากมายที่สอดคล้องกับผลสรุปดังกล่าวข้างต้น
การเรียนแบบนี้แหละคือ การเรียนที่นักเรียนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง เป็นกลวิธีที่จะส่งเสริมและ/หรือทำให้นักเรียนคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็นด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้การกระบวนการเรียนมีความหมาย ผู้เรียนเรียนอย่างมีความสุข
แนวปฏิบัติของครูจึงควรต้องมีการเตรียมการ เครื่องมือเครื่องใช้ บทเรียน เอกสารประกอบการปฏิบัติการเรียนรู้และการตั้งคำถาม ให้คำชี้แจง การแนะนำ ก่อนการลงมือปฏิบัติกิจกรรม ในระหว่างปฏิบัติกิจกรรมครูต้องสังเกต วัดและประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรมอยู่ตลอดเวลาและให้ความช่วยเหลือทันทีที่เกิดปัญหา ตั้งคำถามเพื่อนำไปสู่เป้าหมายการเรียน คำถามควรเป็นลักษณะถามวิธีการหรือถามเหตุผลว่า ทำไม อย่างไร และเปิดโอกาสให้ชั้นเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในท้ายที่สุด การสรุปเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะชี้วัดว่าการเรียนรู้ได้ผลครบถ้วนตามมาตรฐานการเรียนรู้หรือไม่ และควรเป็นผลสรุปที่ได้จากความร่วมมือของชั้นเรียนทุกคน
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนนั้น กิจกรรมนักเรียนนอกจากต้องปฏิบัติและ/หรือโต้ตอบกับบทเรียนในเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ควรต้องมีแบบบันทึกกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลการเรียนรู้ หาตัวแบบที่เกิดหรือได้จากการเรียน สรุปผล นำเสนอรายงานการค้นพบและอภิปรายผลที่ได้จากการค้นพบด้วย นอกจากนี้นักเรียนอาจต้องทำกิจกรรมในใบงานเพิ่มเติมอีก
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวนี้ การปฏิบัติกิจกรรมจะเป็นทั้งการ "ซ่อมและเสริม" ในตัวเอง นักเรียนที่มีศักยะภาพทางการเรียนสูงจะสามารถปฏิบัติเนื้อหากิจกรรมได้มากกว่านักเรียนปกติทั่วไป ในส่วนเรียนรู้ที่เพิ่มเกินกว่านักเรียนปกติคนอื่นๆ จึงควรมีคะแนนจูงใจแบบก้าวหน้าให้เป็นกรณีพิเศษด้วย
สำหรับการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้น การวัดและประเมินผลต้องหลากหลายและควรเป็นวิธีวัดผลประเมินผลแบบก้าวหน้า การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต้องครอบคลุมทุกทักษะ ทุกด้าน ทั้งเชิงพฤติกรรมและกระบวนการ...ฯลฯ
"คำถาม" นับว่าเป็นหัวใจ เป็นเครื่องมือหลักและสำคัญที่สุด คุณครูควรต้องมีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์เกี่ยวกับการตั้งคำถามเป็นอย่างดี (มิใช่ถามอะไรก็ได้) การตั้งคำถามที่ดีจะช่วยสร้างใยความรู้เป็นเครือข่ายและเป็นระบบถาวรในสมองได้อย่างมหาศาล
บทเรียนบนเว็บ Web-based Instruction จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถส่งเสริมสนับสนุน เติมเต็ม และ/หรือทดแทนการสอนของครูได้ เครื่องมือที่ใช้พัฒนา Web-based Instruction ที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือภาษา Java, Flash, .Net
ทฤษฎีการเรียนรู้ที่ใช้คือ การเรียนรู้แบบค้นพบ(Discovery) ความร่วมมือ(Co-operation) เรียนปนเล่น(Active Learning) และภายใต้บริบทของทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) ของ ดร.โฮวาร์ด การ์ดเนอร์
|
ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) 
โดย นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
|
| การจะบอกว่า เด็กคนหนึ่งฉลาดหรือมีความสามารถมากน้อยเพียงใด ถ้าเรานำระดับสติปัญญาหรือไอคิวที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมาเป็นมาตรวัด ก็อาจได้ผลเพียงเสี้ยวเดียว เพราะว่าวัดได้เพียงเรื่องของภาษา ตรรกศาสตร์ คณิตศาสตร์ และมิติสัมพันธ์เพียงบางส่วนเท่านั้น ยังมีความสามารถอีกหลายด้านที่แบบทดสอบในปัจจุบันไม่สามารถวัดได้ครอบคลุมถึง เช่น เรื่องของความสามารถทางดนตรี ความสามารถทางกีฬา และความสามารถทางศิลปะ เป็นต้น |
| ศาสตราจารย์โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เป็นผู้หนึ่งที่พยายามอธิบายให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลาย โดยคิดเป็น "ทฤษฎีพหุปัญญา" (Theory of Multiple Intelligences) เสนอแนวคิดว่า สติปัญญาของมนุษย์มีหลายด้านที่มีความสำคัญเท่าเทียมกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะโดดเด่นในด้านใดบ้าง แล้วแต่ละด้านผสมผสานกันแสดงออกมาเป็นความสามารถในเรื่องใด เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคนไป |
| ในปี พ.ศ.2526 การ์ดเนอร์ ได้เสนอว่า ปัญญาของมนุษย์มีอยู่อย่างน้อย 7 ด้าน คือ ด้านภาษา ด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ ด้านมิติสัมพันธ์ ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว ด้านดนตรี ด้านมนุษยสัมพันธ์ และด้านการเข้าใจตนเอง ต่อมาในปี พ.ศ.2540 ได้เพิ่มเติมเข้ามาอีก 1 ด้าน คือ ด้านธรรมชาติวิทยา เพื่อให้สามารถอธิบายได้ครอบคลุมมากขึ้น จึงสรุปได้ว่า "พหุปัญญา" ตามแนวคิดของการ์ดเนอร์ในปัจจุบันมีปัญญาอยู่อย่างน้อย 8 ด้าน ดังนี้ |
| 1.ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence) |
| คือ ความสามารถในการใช้ภาษารูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ภาษาพื้นเมืองจนถึงภาษาอื่นๆ ด้วย สามารถรับรู้ เข้าใจภาษา และสามารถสื่อภาษาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ตามที่ต้องการ ผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น ก็มักเป็น กวี นักเขียน นักพูด นักหนังสื่อพิมพ์ ครู ทนายความ หรือนักการเมือง |
|
2.ปัญญาด้านตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence)
|
| คือ ความสามารถในการคิดแบบมีเหตุและผล การคิดเชิงนามธรรม การคิดคาดการณ์ และการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ ผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น ก็มักเป็น นักบัญชี นักสถิติ นักคณิตศาสตร์ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ นักเขียนโปรแกรม หรือวิศวกร |
| 3.ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Visual-Spatial Intelligence) |
|
คือ ความสามารถในการรับรู้ทางสายตาได้ดี สามารถมองเห็นพื้นที่ รูปทรง ระยทาง และตำแหน่ง อย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน แล้วถ่ายทอดแสดงออกอย่างกลมกลืน มีความไวต่อการรับรู้ในเรื่องทิศาง สำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น จะมีทั้งสายวิทยาศาสตร์และสายศิลปศาสตร์
สายวิทยาศาสตร์ ก็มักเป็น นักประดิษฐ์ วิศวกร ส่วนสายศิลป์ก็มักเป็นศิลปินในแขนงต่างๆ เช่น จิตรกร วาดรูป ระบายสี เขียนการ์ตูน นักปั้น นักออกแบบ ช่างภาพ หรือสถาปนิก เป็นต้น
|
| 4.ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily Kinesthetic Intelligence) |
| คือ ความสามารถในการควบคุมและแสดงออกซึ่งความคิด ความรู้สึก โดยใช้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงความสามารถในการใช้มือประดิษฐ์ ความคล่องแคล่ว ความแข็งแรง ความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น ความประณีต และความไวทางประสาทสัมผัส สำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น นักจะเป็นนักกีฬา หรือไม่ก็ศิลปินในแขนง นักแสดง นักฟ้อน นักเต้น นักบัลเล่ย์ หรือนักแสดงกายกรรม |
| 5.ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence) |
| คือ ความสามารถในการซึมซับ และเข้าถึงสุนทรียะทางดนตรี ทั้งการได้ยิน การรับรู้ การจดจำ และการแต่งเพลง สามารถจดจำจังหวะ ทำนอง และโครงสร้างทางดนตรีได้ดี และถ่ายทอดออกมาโดยการฮัมเพลง เคาะจังหวะ เล่นดนตรี และร้องเพลง สำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น มักจะเป็นนักดนตรี นักประพันธ์เพลง หรือนักร้อง |
| 6.ปัญญาด้านมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence) |
| คือ ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น ทั้งด้านความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ แลเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน มีความไวในการสังเกตสีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง สามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม สร้างมิตรภาพได้ง่าย เจรจาต่อรอง ลดความขัดแย้ง สามารถจูงใจผู้อื่นได้ดี เป็นปัญญาด้านที่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกคน แต่สำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น มักะเป็นครูบาอาจารย์ ผู้ให้คำปรึกษา นักการทูต เซลส์แมน พนักงานขายตรง พนักงานต้อนรับ ประชาสัมพันธ์ นักการเมือง หรือนักธุรกิจ |
| 7.ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) |
|
คือ ความสามารถในการรู้จัก ตระหนักรู้ในตนเอง สามารถเท่าทันตนเอง ควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสม ตามกาลเทศะและสถานการณ์ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเผชิญหน้า เมื่อไหร่ควรหลีกเลี่ยง เมื่อไหร่ต้องขอความช่วยเหลือ มองภาพตนเองตามความเป็นจริง รู้ถึงจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของตนเอง ในขณะเดียวกันก็รู้ว่าตนมีจุดแข็งหรือความสามารถในเรื่องใด
มีความรู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความคาดหวัง ความปรารถนา และตัวตนของตนเองอย่างแท้จริง เป็นปัญญาด้านที่จำเป็นต้องมีอยู่ในคนทุกคนเช่นกัน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า และมีความสุข สำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น มักจะเป็น นักปรัชญา หรือนักวิจัย
|
|
8.ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา (Naturalist Intelligence)
|
|
คือ ความสามารถในการรู้จัก และเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เข้าใจกฎเกณฑ์ ปรากฎการณ์ และการรังสรรค์ต่างๆ ของธรรมชาติ มีความไวในการสังเกต เพื่อคาดการณ์ความเป็นไปของธรรมชาติ มีความสามารถในการจัดจำแนก แยกแยะประเภทของสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์ สำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่น มักจะเป็นนักธรณีวิทยา นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย หรือนักสำรวจธรรมชาติ
|
|
หลักปฏิบัติในการพัฒนาและส่งเสริมศักยะภาพของผู้เรียน
ตามทฤษฎีพหุปัญญา
|
| ทฤษฎีนี้ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเน้นความสำคัญใน 3 เรื่องหลัก ดังนี้ |
| 1.แต่ละคน ควรได้รับการส่งเสริมให้ใช้ปัญญาด้านที่ถนัด เป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ |
| 2.ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ ควรมีรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้สอดรับกับปัญญที่มีอยู่หลายด้าน |
| 3.ในการประเมินการเรียนรู้ ควรวัดจากเครื่องมือที่หลากหมาย เพื่อให้สามารถครอบคลุมปัญญาในแต่ละด้าน |
| ทฤษฎีพหุปัญญาของการ์ดเนอร์ ชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายทางปัญญาของมนุษย์ ซึ่งมีหลายด้าน หลายมุม แต่ละด้านก็มีความอิสระในการพัฒนาตัวของมันเองให้เจริญงอกงาม ในขณะเดียวกันก็มีการบูรณาการเข้าด้วยกัน เติมเต็มซึ่งกันและกัน แสดงออกเป็นเอกลักษณ์ทางปัญญาของมนุษย์แต่ละคน |
| คนหนึ่งอาจเก่งเพียงด้านเดียว หรือเก่งหลายด้าน หรืออาจไม่เก่งเลยสักด้าน แต่ที่ชัดเจน คือ แต่ละคนมักมีปัญญาด้านใดด้านหนึ่งโดดเด่นกว่าเสมอ ไม่มีใครที่มีปัญญาทุกด้านเท่ากันหมด หรือไม่มีเลยสักด้านเดี่ยว |
| นับเป็นทฤษฎีที่ช่วยจุดประกายความหวัง เปิดกระบวนทัศน์ใหม่ในการศึกษาด้านสติปัญญาของมนุษย์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งในกลุ่มเด็กปกติ เด็กที่มีความบกพร่อง และเด็กที่มีความสามารถพิเศษ |